Playboy’s Core Specials

รูปภาพ

พ่อแม่หลายคนอาจไม่สบายใจที่เห็นปกดีวีดีแบบนี้

เรื่อง’Playboy’s Core Specials’

เริ่มวางแผงขายเป็นปกติในช่วงเวลานี้ ในขณะเดียวกัน

ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเนื้อหาภายในบรรจุเรื่องราว

ในแบบใดบ้าง ฉันก็เลยถือโอกาสนี้หยิบเอามาเล่า

ให้เข้าใจตรงกันว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรตอนนี้

คงพูดตามตรงว่าเนื้อหาภายในเป็นเรื่องเกี่ยวกับ

นางแบบประจำปีของนิตยสารเพล์บอยทั้งภาพนิ่ง

และเรื่องราวความเป็นตัวตนของเธอ แน่นอนว่าระดับ

เรทที่กำหนดไว้ห้ามเด็กสิบแปดปีดูตามลำพังนั้น

ภาพนางแบบจึงอยู่ในชุดวันเกิดอย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับผู้ที่ต่อต้านเรื่องแบบนี้ก็ขอให้นึกภาพตาม

แล้วหลีกเลี่ยงการรับชมให้ห่างไกลกับเนื้อหาในเรื่อง

แต่สำหรับกระบวนการผลิตสื่อแบบนี้ของประเทศไทย

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของมุมมองการผลิตวาบหวิว

ว่าแม้จะเป็นเรื่องใต้สะดือแบบนี้เราก็สามารถผลิต

ให้มีรสนิยมในเรื่องความเซ็กซี่อย่างเคารพความเป็น

สตรีเพศได้มากกว่านำเสนอเพียงเรื่องเย้ายวนให้เกิด

การร่วมเพศอย่างผิดกฎหมาย ฉันคงไม่ออกตัวหรอกว่า

สนับสนุนสินค้าประเภทนี้หรือไม่ แต่ในฐานะผ่านการ

เป็นวัยรุ่นที่แสวงหาการเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้ผ่านเข้ามา

ในชีวิตของทุกคนเสมอ ไม่ว่าจะถูกปิดกั้นมากเท่าใด

การให้เด็กรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ในวัยที่ส่วนรวมเห็นว่า

เหมาะสม อาจเป็นทางออกที่ดีกว่าการปิดกั้นแบบถาวร

คำเตือน:เด็กอายุสิบแปดควรรับชมพร้อมผู้ปกครอง

You Instead

รูปภาพ

ฉันไม่รู้ว่านี่เป็นหนังที่มีดาราประกอบมากที่สุดในโลก

หรือปล่าว เพราะภาพยนตร์รักโรแมนติกจากอังกฤษ

เรื่อง’You Instead’ระดมผู้คนมากกว่าเก้าหมื่นคน

มารวมตัวกันจัดงานคอนเสิร์ต ที อิน เดอะ พาร์ก

ในประเทศสก๊อตแลนด์ แล้วถ่ายทำหนังพร้อมจัดแสดง

ดนตรีเสร็จสิ้นภายในสี่วันสี่คืน หนังเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ในช่วงเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง เมื่อนักดนตรีร็อคหนุ่ม อดัม

ถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือกับนักร้องสาว โมเรลโล่

เหตุเพราะทั้งสองคนก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันในงาน

ฝ่ายชายมีคิวแสดงบนเวทีใหญ่ในนามวง The Make

ฝ่ายหญิงก็มีคิวแสดงเปิดตัวเวทีเล็กในนาม The Pinks

กุญแจมือที่หาลูกกุญแจไขออกไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับ

การแสดงที่จะมาถึงและเป็นอุปสรรคต่อคู่รักที่ทั้งคู่มีอยู่

ท่ามกลางบรรยากาศเละเทะที่อบอวนไปด้วยเสรีภาพ

ในงานเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ หนุ่มสาวร็อค

คู่นี้ค่อยๆสร้างความรู้สึกรักต่อกันขึ้นมาทีละเล็กละน้อย

…ฉันเคยมีโอกาสได้สัมผัสการชมดนตรีกลางแจ้ง

ที่มีผู้คนรวมตัวกันมากหลายๆหมื่นคนครั้งเดียวในชีวิต

เมื่อคราว ไมเคิล แจ็คสัน มาแสดงที่เมืองไทย แต่นั่น

ก็ให้ความรู้สึกแตกต่างจากเทศกาลดนตรีกลางแจ้ง

ที่ได้รับชมจากสื่อทางโทรทัศน์ เทศกาลดนตรีเป็นความ

งดงามที่แสดงออกถึงเสรีภาพอย่างชัดแจ้งในใจของฉัน

ใครที่เคยได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้คงรู้ดีว่าเป็นเช่นไร

ฉันเปิดปุ่มเสียงให้ดังสุดๆแล้วจมดิ่งไปกับหนังทั้งหัวใจ

Chernobyl Diaries

รูปภาพ

ถูกถล่มเละเทะไม่มีชิ้นดีจากคนดูและนักวิจารณ์หนัง

กับภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง’Chernobyl Diaries’

สรุปความได้ว่า เดาง่าย ย้ำรอยเดิม และโครตน่าเบื่อ

ฉันเห็นด้วยกับคำวิจารณ์เหล่านั้นทุกคำทุกประการ

แต่ฉันก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ตลอดระยะ

เวลาหนังเล่าเรื่องดำเนินไปนั้น ฉันสนุกตื่นเต้นฉิบหาย

หนังเล่าเรื่องวัยรุ่นหกคนที่อุตริอยากท่องเที่ยวแบบ

Extreme Tour แปลเป็นไทยง่ายๆว่าท่องเที่ยวไป

ในสถานที่เสี่ยงภัยแบบไม่วางแผนนั่นเอง พวกเขาจ้าง

คนนำทางเถื่อนพาเข้าไปในบริเวณโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล

เมืองพริพยาท ประเทศยูเครน เมืองร้างที่รู้กันดีว่า

เคยเกิดโศกนาฎกรรมโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ระเบิด

ทางการอพยพผู้คนเกือบแสนคนออกจากพื้นที่ในทันที

และปิดกั้นเป็นเขตหวงห้ามตลอดไปเนื่องจากยังมี

สารกัมมันตภาพรังสีฟุ้งกระจายอยู่ การท่องเที่ยวครั้งนี้

น่าจะจบลงด้วยดีในหนึ่งวัน หากพวกเขาไม่พบว่ายังมี

สิ่งลึกลับอาศัยอยู่ที่นั่น และคอยเข่นฆ่าพวกเขาทีละคน

…เมื่อครั้งเริ่มเรียนศิลปากรตอนปีหนึ่ง ฉันและเพื่อนๆ

ที่เรียนช่างศิลป์ด้วยกันมา นัดมารวมตัวกันไปท่องเที่ยว

เขาใหญ่ ไปกันแบบไม่รู้ที่จะไปและไม่มีวางแผนล่วงหน้า

ตั้งใจกันแค่ว่าเดินเท้าเข้าไปในป่าเมื่อเจอน้ำตกก็พัก

กางเต้นท์ค้างคืนกันหนึ่งคืน การเที่ยวครั้งนี้มีเพื่อนสาว

คนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นสมาชิกช่างศิลป์แต่ร่วมเรียนศิลปากร

ด้วยกัน เดาว่าคงเป็นครั้งแรกสำหรับเธอที่ออกมาเที่ยว

อย่างบ้าบิ่นแบบนี้ บรรยากาศค่ำคืนในป่าครั้งนั้นเป็น

ความทรงจำครั้งเดียวในชีวิตของฉันที่มีโอกาสได้เที่ยว

แบบ Extreme Tour พอรุ่งเช้าพวกเราก็เดินเท้ากัน

ออกมาแล้วโบกรถลงจากเขาใหญ่ และได้ทราบจากปาก

เจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่า การเข้าป่าของพวกเราครั้งนั้นผิด

ระเบียบการเข้าป่าอย่างร้ายแรง เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่

คอยนำทางเข้าป่าในเวลาค่ำคืน ที่สำคัญบริเวณที่เรา

พักค้างคืนนั้นเป็นบริเวณที่ปกติเสือจะออกมาหากินกัน

ลองนึกภาพกันดูแล้วกันว่า หากคืนนั้นเสือออกมา

ทำหน้าที่เหมือนเช่นที่เคยทำทุกๆวัน เรื่องราวที่เกิดขึ้น

กับพวกเราคงตื่นเต้นไม่แพ้เรื่องเล่าในหนังเรื่องนี้…

บางครั้งคนเราก็ทำเรื่องบางเรื่องสนุกกับชีวิตโดยที่เรา

ไม่ได้หาเหตุผลอะไรกับบทสรุปในตอนท้ายให้ดูดีก็ได้

ฉันเดาเอาเองว่าทีมงานสร้างหนังเรื่องนี้คงตั้งใจแบบนี้

คือไม่ได้ให้ความสำคัญกับบทสรุปของเรื่องว่าต้องทำให้

มีเหตุผลรองรับอย่างฉลาดหรือหักมุมกันแบบใหม่ๆ

บางทีเหตุผลจริงๆที่เกิดเรื่องก็อาจเป็นเพียงความคิด

โง่ๆที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เหมือนเช่นฉันและเพื่อนๆที่คิดกัน

แค่ว่าอยากเข้าผจญภัยในป่าซักคืนหนึ่งแค่นั้นเอง

ฉันนึกย้อนว่าไปนอนในดงเสือครั้งใด ก็เสียวตูดทุกที

Coriolanus

รูปภาพ

 

ฉันคุ้นเคยบทละครของ วิลเลียม เชคสเปียร์ ครั้งแรก

 

ในฐานะนักแสดงละครเวทีตั้งแต่สมัยมัธยม และมีโอกาส

 

ได้แสดงละครเวทีอีกสองครั้งในช่วงเวลาที่เรียนศิลปากร 

 

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับฉันคือการตีความความรู้สึกของ

 

ตัวละครที่สวมบทอยู่ เพราะความรู้เรื่องการเมืองและ

 

ความรู้เรื่องรสสัมผัสในเรื่องการแก้แค้นทางสายเลือด

 

เป็นสิ่งไกลตัวที่ฉันไม่ได้ให้ความสนใจ พัฒนาการเรื่อง

 

การแสดงและตีความของฉันจึงก้าวไปไม่ได้ไกลสำหรับ

 

บทละครของ เชคสเปียร์ หากเทียบกับนักแสดงอย่าง

 

เรล์ฟ ไฟน์ส ที่เติบโตด้านการแสดงมากับคณะละคร

 

ที่เล่นละครของ เชคสเปียร์ มาอย่างโชกโชน ฉันคงเป็น

 

แค่องคุลีในความสามารถของเขา เมื่อเขาหยิบบทละคร

 

ของเชคสเปียร์มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ร่วมสมัยเรื่อง

 

‘Coriolanus’ นับว่าเป็นครั้งแรกที่บทละครเรื่องนี้ได้

 

ถูกสร้างเป็นหนัง ประสบการณ์ที่เคยรับบท โคริโอลานุส

 

ในละครเวทีชื่อเดียวกันเมื่อปี 2000 ที่ลอนดอน ทำให้

 

เรล์ฟ ไฟน์ส กำกับหนังเรื่องนี้ไปสู่จุดความเป็นตัวตน

 

ของเชคสเปียร์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ หนังเล่าเรื่องของ

 

โคริโอลานุส แม่ทัพใหญ่ของกรุงโรม ผู้มีความแข็งกร้าว

 

เอาชนะศัตรูด้วยความบ้าบิ่น กลายเป็นวีรบุรุษสงคราม

 

แต่ชีวิตก็ผกผันเมื่อมารดาชักนำให้เขาลงเล่นการเมือง

 

ความแข็งกร้าวแบบทหารกลายเป็นดาบทิ่มแทงเขา

 

เมื่อถูกนักการเมืองใจสกปรกยุยงประชาชนให้เกลียดเขา

 

ท้ายที่สุดวีรบุรุษสงครามก็ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ

 

กลายเป็นสุนัขข้างถนน เขาพกความแค้นครั้งนี้เดินทาง

 

ไปหาศัตรูเพื่อขอเข้าร่วมกองทัพย้อนมาถล่มบ้านเกิด

 

ของเขาเอง กลายเป็นโศกนาฏกรรมแห่งการหักหลัง

 

สงคราม การเมือง และครอบครัว…สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้

 

จากหนังเรื่องนี้คือ การตีความและการดัดแปลงบทละคร

 

ของ วิลเลียม เชคสเปียร์ จำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก

 

เพราะเนื้อหาและสัญลักษณ์ที่มีอยู่แต่เดิมนั้นสมบูรณ์

 

และมีจังหวะการนำเสนอที่เหมาะสมกับทุกยุคทุกสมัย

 

การหยิบประเด็นในบทละครเดิมมาดัดแปลงเพื่อท้าทาย

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อาจกลายเป็นเพียงการ

 

แสดงออกในแง่สัญลักษณ์ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

 

ในสังคม กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ขาดอรรถรส

 

ของความเป็นโศกนาฏกรรมแบบดั้งเดิมที่มีอยู่ ไม่เช่นนั้น

 

คงไม่ต่างอะไรกับฉันเมื่อครั้งสวมบทบาทตัวละครของ

 

เชคสเปียร์ ที่ทำได้แค่เพียงแสดงแต่ไม่เคยเป็นตัวละคร

Abraham Lincoln: Vampire Hunter

รูปภาพ

 

เรายอมรับการบิดเบือนประวัติศาสตร์ได้มากหรือน้อย

 

ทั้งๆที่ความเป็นจริงเราอาจยืนอยู่บนประวัติศาสตร์

 

ที่ถูกบิดเบือนจนเราหลงเชื่อว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

 

“ประวัติศาสตร์”จึงเปรียบเป็นเครื่องมือสำคัญในการ

 

สร้างประเทศและทำให้เกิดเอกลักษณ์ของความเป็นชาติ

 

ภาพยนตร์เรื่อง’Abraham Lincoln: Vampire 

 

Hunter’เล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ในแบบที่เรารู้

 

อยู่ในใจว่าไม่น่าเป็นเรื่องจริง เมื่อประธานาธิบดีคนที่

 

16 ชื่อ อับบราฮัม ลินคอร์น มีความลับอีกด้านหนึ่ง

 

เป็นนักล่าแวมไพร์ หนังเล่าย้อนไปถึงสาเหตุเริ่มต้น

 

เมื่อแม่ของเขาเสียชีวิตลงด้วยเหตุเหนือธรรมชาติ

 

ตั้งแต่เขาวัยเด็ก ภาพความทรงจำที่น่ากลัวครั้งนั้น

 

ทำให้เขาออกแก้แค้นเมื่อเขาย่างเข้าวัยหนุ่ม แล้วเขา

 

ก็พบว่าบุคคลที่เขากำลังล่าอยู่นั้นคือผีดิบดูดเลือด

 

เป็นเรื่องยากที่มนุษย์แบบเขาจะต่อกรด้วยได้ หนทาง

 

ที่เป็นไปได้คือเขาต้องอุทิศตนเป็นนักล่าแวมไพร์

 

โดยได้รับการฝึกฝนจากแวมไพร์ฝ่ายดี เมื่อการล้างแค้น

 

จบลงที่การสังหารแวมไพร์ตนที่ฆ่ามารดาของเขาตายลง

 

เขาก็เบนเข็มชีวิตเข้าสู่การเมืองจนได้รับเลือกเป็นผู้นำ

 

สูงสุดของประเทศอเมริกา การต่อสู้แบบนักล่าแวมไพร์

 

จึงต้องเริ่มต้นอีกครั้งเมื่อหัวหน้าผีดูดเลือดจากฝ่ายใต้

 

ระดมพลทหารผีดิบเข้าโจมตีทหารฝ่ายเหนือเพื่อยึดครอง

 

การต่อสู้ครั้งนี้จึงเป็นสงครามกลางเมืองที่ถูกจารึกใน

 

ประวัติศาสตร์ ว่าเกิดจากนโยบายการเลิกทาสนั่นเอง

 

…อาจเป็นนัยยะเชิงสนุกๆว่า การดำรงอยู่ของทาสใน

 

ดินแดนฝ่ายใต้นั้น เปรียบเหมือนการเอาเปรียบมนุษย์

 

ด้วยกันราวกับคนผิวขาวเป็นผีดิบคอยสูบเลือดเนื้อของ

 

ทาสผิวสี การเลิกทาสคือการกำจัดแวมไพร์นั่นเอง

 

…เราไม่อาจหยิบประวัติศาสตร์การเลิกทาสของ

 

รัชกาลที่ห้ามีตีความเป็นเรื่องแบบแวมไพร์เพราะไม่

 

เหมาะสมในสังคมไทย อีกทั้งเรื่องราวการเลิกทาสใน

 

ประเทศของเรานั้นก็ไม่ได้มีความขัดแย้งรุนแรงจนถึงขั้น

 

เป็นสงครามกลางเมือง แต่เรื่องราวการบิดเบือนใน

 

ประวัติศาสตร์ของไทยก็มีให้เห็นเมื่อครั้งฉันยังวัยเด็ก

 

“คอมมิวนิสต์”ถูกสร้างภาพเป็นความชั่วร้ายต่อรัฐบาล

 

จนถึงขั้นสร้างภาพกันเป็นผีดิบดูดเลือดก็เคยมีให้ได้ยิน

 

ในยุคสมัยนั้นมีผู้คนไม่น้อยเชื่อว่าเป็นความจริงตามนั้น

 

การล้อมปราบนักศึกษาในธรรมศาสตร์เมื่อหกตุลาคม

 

ก็มีข่าวลวงออกมาเช่นกันว่ามีผีดูดเลือดในที่ชุมนุมนั้น

 

การเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมจึงเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์

 

เพราะถูกปลุกระดมให้เชื่อว่าฆ่า”คอมมิวนิสต์”ไม่บาป

The Raven

รูปภาพ

 

ประสบการณ์เรื่องราวสยองขวัญในวัยเด็กของฉัน

 

ถูกปลูกฝังด้วยภาพและการเล่าเรื่องจากการ์ตูนฝรั่ง

 

ชุด”เขย่าขวัญ” เอ็ดการ์ อัลลาน โพ คือนักเขียน

 

เรื่องสั้นสยองขวัญที่โดดเด่นที่สุดที่ฉันได้มีโอกาสรู้จัก

 

ฉันไม่รู้ความหมายตามตัวอักษรของคำว่า”วรรณกรรม

 

รหัสคดีและนิยายแนวโกธิค แต่รับรู้ความหมายตาม

 

ความรู้สึกได้ว่าเป็นอย่างไรด้วยเรื่องเล่าของชายคนนี้

 

สัญลักษณ์”อีกาสีดำ”ถูกนำมาใช้แทนตัวตนของ โพ

 

มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบอีกาคอยจิกกินซากศพ

 

เหมือนตัวเขาที่อาศัยความตายของมนุษย์มาสร้างชื่อ

 

ในการเขียนถ่ายทอดให้กลายเป็นความสยองที่งดงาม

 

ภาพยนตร์เรื่อง’The Raven’ถ่ายทอดความเป็นตัวตน

 

ของ เอ็ดการ์ อัลลาน โพ ในมุมมองที่เรายังไม่เคยได้ยิน

 

เมื่อเรื่องสั้นของเขาได้กลายเป็นโครงร่างของการสังหาร

 

เหยื่อโดยฆาตกรต่อเนื่องคนหนึ่ง รายละเอียดของสภาพ

 

ศพของเหยื่อถูกปรุงแต่งการฆ่าตามลักษณะตัวละครใน

 

จินตนาการของเขา หนทางเดียวที่เขาจะหยุดฆาตกร

 

ให้ยุติการฆ่า คือการเขียนนิยายต่อเนื่องลงหนังสือพิมพ์

 

รายวัน เพื่อกำหนดทิศทางใหม่ให้ฆาตกร แต่เรื่องราว

 

ไม่เป็นไปตามที่เขาหวังไว้เมื่อแฟนสาวของเขาถูกลักพา

 

หายตัวไป เขาจึงต้องคิดใหม่ว่าจะเขียนเรื่องราวอย่างไร

 

ให้แฟนสาวรอดพ้นอันตราย สุดท้ายมีทางเลือกเดียว

 

คือฆาตกรในนิยายต้องฆ่าตัวตายเพื่อให้เหยื่อสาวได้มี

 

ชีวิตอยู่ต่อไป โพ จึงต้องแลกชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย

 

เหมือนตัวละครที่เขาเขียนขึ้นมาเพื่อแลกกับการเปิดเผย

 

ให้รู้ว่าคนรักของเขาถูกฝังทั้งเป็นอยู่ตรงจุดไหน เป็นการ

 

แลกกันระหว่างลมหายใจของเขาที่ลดลงเพื่อลมหายใจ

 

ของคนรักจะได้ยาวมากขึ้น…แม้ว่าหนังไม่ประสบความ

 

สำเร็จในแง่ของนักวิจารณ์ แต่นี่ก็เป็นหนังแนวโกธิคที่

 

งดงามในใจของฉัน เป็นกลิ่นอายของนิยายสยองขวัญ

 

ในแบบเรื่องสั้นของ เอ็ดการ์ อัลลาน โพ ที่ไม่ซับซ้อน

 

ในเนื้อหาเร้าใจแบบสมัยใหม่ แต่เป็นบรรยากาศของ

 

เรื่องเล่าสยองขวัญแบบศตวรรษที่ 19 คือไม่เร้าแต่เท่

Prometheus

รูปภาพ

 

เราตั้งคำถามกับตัวเราเองว่า”เราเกิดมาเพื่ออะไร”

 

แล้วค้นหาคำตอบนั้นด้วยการแสวงหาการหลุดพ้น

 

อาจเป็นเพราะเราไม่รู้ว่าเกิดมาทำไมจึงไม่เกิดมาอีก

 

ด้วยการ”นิพาน” ภาพยนตร์เรื่อง’Prometheus’

 

ได้สร้างกระแสวิจารณ์แนวความคิดเรื่องกำเนิดมนุษย์

 

ในเชิงวิทยาศาสตร์และปรัชญาทางศาสนา มากกว่า

 

มุ่งเน้นว่าเนื้อเรื่องของบทหนังนำเราไปสู่อะไร เนื้อหา

 

ในหนังอธิบายลำดับความว่า ผู้สร้าง(หรือเรียกว่า

 

Engineer)ลงทุนสลายร่างตัวเองให้เกิดเป็นสิ่งมีชีวิต

 

รูปแบบใหม่บนโลกคือมนุษย์นั่นเอง เวลาผ่านไปไม่นาน

 

มนุษย์ก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญามากมหาศาล

 

มนุษย์เลิกนับถือผู้สร้างในฐานะเทพเจ้า ก่อกำเนิดศาสนา

 

ใหม่ในโลกมากมาย ท้ายที่สุดความเชื่อที่หลากหลาย

 

ทำให้มนุษย์ทำลายล้างกันเองกลายเป็นสงครามศาสนา

 

โลกเต็มไปด้วยผู้ก่อการร้าย ในขณะเดียวกันคนอีกกลุ่ม

 

ก็แสวงหาความเป็นอมตะของชีวิต ออกเดินทางไปใน

 

อวกาศเพื่อค้นหาต้นกำเนิดของมนุษย์และค้นหาผู้สร้าง

 

ด้วยความเชื่อที่ว่าหากรู้จุดกำเนิด เราก็ชนะความตาย

 

การเดินทางไปในครั้งนี้ทำให้ค้นพบว่า ในช่วงเวลาที่

 

มนุษย์เลิกนับถือเทพเจ้าและกำเนิดศาสนาใหม่ๆบนโลก

 

ผู้สร้างได้ทำการทดลองสร้างอาวุธสังหารชีวกลเรียกว่า

 

“Alien”เพื่อเตรียมส่งมาทำลายมนุษย์บนโลก แต่เกิด

 

ความผิดพลาดอาวุธชีวภาพลักษณะของเหลวสีดำเกิด

 

ย้อนมาทำลายผู้สร้างก่อนส่งมาทำลายโลกมนุษย์

 

เมื่อทีมสำรวจจากโลกเดินทางมาดาวที่ซ่องสุมอาวุธนี้

 

มนุษย์ก็ถูกหุ่นยนตร์ที่มนุษย์สร้างขึ้นแอบทดลองอาวุธ

 

ชีวภาพใส่เข้าไปในร่างกายมนุษย์ หายนะจึงเกิดขึ้น

 

…ทีมงานสร้างภาพยนตร์ตอบคำถามไว้ชัดเจนหลังจาก

 

โดนโจมตีว่าเป็นหนังที่มีทัศนะต่อวิทยาศาสตร์ในแง่ลบ

 

ผู้เขียนบทกล่าวแก้ต่างไว้ว่า”สิ่งที่อยู่ใน Prometheus 

 

คือมุมมองแบบวิทยาศาสตร์โดยแท้ เราทุกคนถูกตั้ง

 

โปรแกรมให้ค้นหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ แม้จะรู้

 

อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางจะได้คำตอบที่น่าพอใจ เราก็ยังคง

 

สงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราตาย เราทุกคนมีจุดกำเนิด

 

มาจากไหน อะไรคือความหมายของการดำรงอยู่ เราจะ

 

ใช้ชีวิตไปทิศทางไหน แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่คำถาม

 

ในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่แนวคิดที่ว่าเราสามารถหาจุด

 

เหมาะสมให้กับวิทยาศาสตร์ และใช้วิทยาศาสตร์เป็น

 

เครื่องนำทางในการค้นหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ 

 

ย่อมเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ Prometheus 

 

พยายามหาจุดสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์กับความเชื่อ

 

ทางศาสนา หนังพยายามขยายแนวคิดที่ว่า 

 

เป็นไปได้ไหมที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์โดยที่

 

ยังคงศรัทธาในบางสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้”

 

…คำถามคือว่า เรายังศรัทธาในความเชื่อแบบไหนอยู่

Sarah’s Key

รูปภาพ

 

ประเทศส่วนใหญ่ในโลกดัดจริตใบนี้(ขอยืมคำของเพื่อน

 

เอามาใช้) ต่างไม่มีใครเขียนประวัติศาสตร์ของตนเอง

 

เกี่ยวกับเรื่องที่น่าอับอายระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

 

เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกัน

 

ประวัติศาสตร์ที่น่าอับอายของชาวฝรั่งเศสเกิดขึ้นใน

 

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมันฆ่าล้างเผ่าพันธ์

 

ชาวยิวในยุโรป สิ่งที่ชาวฝรั่งเศสอับอายและไม่มีบันทึก

 

การเรียนการสอนเรื่องนี้ในชั้นเรียนคือการฆ่าชาวยิว

 

เชื้อสายฝรั่งเศสในประเทศของตัวเอง ด้วยตำรวจชาว

 

ฝรั่งเศสนั่นเอง ไม่มีทหารเยอรมันเข้ามาเกี่ยวข้องใน

 

เหตุการณ์นี้ ความเชื่อใจในชาติเดียวกัน ทำให้ชาวยิว

 

เจ็ดหมื่นกว่าคนถูกส่งตัวไปค่ายกักกันในเยอรมันและ

 

มีเด็กกว่าสี่พันคนต้องตายในค่ายกักกันด้วยน้ำมือชาว

 

ฝรั่งเศสที่เป็นชาติเดียวกัน ท่ามกลางโศกนาฏกรรมใน

 

ครั้งนี้มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งชื่อ ซาร์ร่า หนีรอด

 

ออกมาได้ ตลอดระยะเวลาอยู่ในค่ายและการหลบหนี

 

ซาร์ร่า จะถือกุญแจดอกหนึ่งไว้ในมือด้วยความหวงแหน

 

เท่าชีวิตของเธอ เธอหนีออกจากค่ายเพียงเพื่อจะกลับ

 

มาไขกุญแจเปิดห้องลับช่วยน้องชายของเธอออกมา

 

หลังจากที่เธอให้น้องชายเข้าไปแอบระหว่างครอบครัว

 

ถูกตำรวจจับกุมไปเข้าค่ายกักกัน เธอบอกน้องว่าจะ

 

กลับมารับเขา เมื่อเธอกลับมาถึงบ้านแล้วไขกุญแจ

 

เปิดห้องลับออกมา ก็พบว่าน้องชายของเธอยังคงรอ

 

อยู่ในห้องลับไม่หนีหายไปไหน แต่นั่นเป็นเวลาที่ล่วงเลย

 

มานานเกือบหนึ่งปีที่น้องชายต้องนั่งรอในห้องลับโดยที่

 

ไม่มีน้ำและอาหารอะไรเลย ครอบครัวฝรั่งเศสที่ย้าย

 

เข้ามาอยู่อาศัยแทนครอบครัวชาวยิวได้เห็นเหตุการณ์

 

สะเทือนใจครั้งนั้น เรื่องราวได้ถูกปิดและพยายามที่จะ

 

ลืมเลือนไปจากครอบครัวนี้พร้อมๆกับชาวฝรั่งเศสค่อยๆ

 

ทำใจลืมเรื่องเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง 

 

จูเลีย สาวนักเขียนชาวอเมริกัน สนใจขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมา

 

เพื่อสืบหาความจริงที่เป็นจริงมากที่สุดให้คนรุ่นหลัง

 

ได้รับรู้ การสืบค้นสร้างความสะเทือนใจให้เธอเมื่อ

 

เรื่องราวปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวพร้อมๆกับเกิดความ

 

ขัดแย้งกับสามีชาวฝรั่งเศสของเธอ พวกเขาไม่สบายใจ

 

แล้วความจริงก็เปิดเผยขึ้นมาว่า ห้องพักปัจจุบันที่เธอ

 

และสามีเตรียมย้ายเข้ามาอยู่อาศัย เป็นมรดกตกทอด

 

ทางฝ่ายสามี เธอสืบจนรู้ว่านี่คือห้องพักที่เด็กสาวชาวยิว

 

เคยซ่อนน้องชายจนเสียชีวิตนั่นเอง 

 

…มีประวัติศาสตร์ในประเทศไทยหลายๆเหตุการณ์

 

ที่ถูกละเลยการบันทึกเพื่อประโยชน์ทางการเรียนรู้

 

จนหลายครั้งกลายเป็นเรื่องสับสนกับชนรุ่นหลังว่า

 

ความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นมาอย่างไร หลายครั้ง

 

เราก็สืบค้นลงไปแล้วค้นพบความจริงที่เกิดขึ้นในช่วง

 

เวลานั้น แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นก็เป็นเพียง

 

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากการค้นพบ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงย่อมไม่ใช่

 

“ความจริง” เพราะบางครั้งการตีความเรื่องความจริง

 

ขึ้นอยู่กับมุมมองของยุคสมัย บางครั้งก็แตกต่างกัน

 

ภาพยนตร์เรื่อง’Sarah’s Key’สะท้อนมุมมองแบบนั้น

The Factory

รูปภาพ

 

สิ่งที่ทำให้พ่อแม่หัวใจสลายก็คือการหายตัวไปของลูก

 

หากเราเห็นตัวเลขแล้วคงตกใจว่าในโลกนี้มีเด็กหาย

 

แบบสาบสูญจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว เด็กเหล่านั้น

 

หายไปไหนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ ราวกับว่าโลกนี้มีพื้นที่

 

ลึกลับเก็บซ่อนเด็กเหล่านี้ไว้ ไม่มีร่างไร้วิญญาณเพื่อ

 

ให้รู้ว่าไม่มีพวกเขาแล้ว การมีตัวตนแบบไม่มีตัวตน

 

ของลูกๆจึงเป็นเรื่องทรมาณใจพ่อแม่เป็นอย่างยิ่ง

 

ภาพยนตร์เรื่อง’The Factory’สร้างจากเรื่องจริง

 

เกี่ยวกับคดีลักพาตัวเด็กสาวจากท้องถนนในเมือง

 

บัฟฟาโล นิวยอร์ค เด็กสาวส่วนใหญ่ถูกลักพาตัวโดย

 

ปราศจากร่องรอยการถูกฆาตกรรม ไม่มีใครพบศพ

 

และไม่มีใครพบว่ายังมีชีวิตอยู่ การสืบสวนดำเนินการ

 

โดยนายตำรวจหนุ่มไฟแรงชื่อ ไมค์ แฟลทเชอร์ 

 

แม้จะส่งตำรวจหญิงปลอมเป็นโสเภณีข้างถนนไปสืบ

 

ก็ไม่สามารถคลี่คลายปมปริศนาเรื่องนี้ได้ การลักพาตัว

 

กระทำอย่างหมดจดไร้ร่องรอยทางวิทยาศาสตร์ทิ้งไว้

 

จนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวของเขาโดนลักพาตัวไป

 

เขาจึงพลิกตำราการสืบสวนโดยทิ้งจรรยาบรรณตำรวจ

 

ตามล่าคนร้ายด้วยสัญชาตญาณที่ยอดเยี่ยมของเขา

 

ปฎิบัติการนอกกรอบนี่เอง ทำให้กรอบของคนร้ายนั้น

 

มีช่องโหว่ให้เขาสืบจนพบลูกสาวที่ถูกคุมขังทารุณ

 

การค้นพบลูกสาวพร้อมการค้นพบแรงจูงใจของคนร้าย

 

ทำให้ตำรวจหนุ่มตกตะลึง กับโรงงานมนุษย์ตรงหน้า

 

ที่สำคัญเขาค้นพบว่าทำไมคดีนี้จึงหมดจดไร้ร่องรอย

 

…คดีเด็กหายตัว เป็นคดีที่กฎหมายให้ความสำคัญ

 

น้อยที่สุด การตามหาจึงเป็นเรื่องไม่ได้รับความร่วมมือ

 

จนกว่าเด็กที่สูญหายจะตาย จึงเหมาะเป็นคดีในสารบบ

 

A Field of Enchantment

รูปภาพ

 

ในชีวิตของคนเรา มีหลายๆครั้งที่เราได้ทำในสิ่งที่ชอบ

 

มีหลายๆครั้งได้พบคนที่เราคิดว่ารัก มีหลายๆครั้งได้กิน

 

อาหารที่เราปลื้ม และมีหลายๆครั้งที่ได้ดูหนังที่เราหลง

 

แต่ในชีวิตคนเราจะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในสิ่งเหล่านั้น

 

ที่เรารอคอยมาตลอดชีวิตที่ผ่านมา คนๆเดียวที่เราจะรัก

 

อาหารจานเดียวที่เราอยากกิน กิจกรรมชนิดเดียวที่เรา

 

อยากทำ และหนังเพียงเรื่องเดียวที่เรารอคอยให้เกิดขึ้น

 

ภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่อง’A Field of Enchantment’

 

คือหนังที่ฉันรอคอยมาตลอดชีวิตให้มีการสร้างขึ้นมา

 

หนังเล่าเรื่องแสนเรียบง่ายถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เขาใช้

 

เวลาช่วงปิดเทอม ด้วยการอยู่ลำพังกับป่าใหญ่หลังบ้าน

 

เขาปฎิเสธที่จะไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ไม่ใช่เพราะไม่มี

 

เพื่อนหรือจมกับชีวิตไม่มีใครแต่อย่างใด เขาไม่ใช่เด็ก

 

ที่มีปัญหาในการเข้าสังคม เพียงแค่ว่าเขามีความสุขอยู่

 

กับการปล่อยเวลาให้จินตนาการของเขาเติบโตไปกับ

 

ธรรมชาติรอบๆตัว เมื่อเขามองสิ่งต่างๆรอบตัวอย่าง

 

ตั้งใจ เขาก็พบว่ามีโลกมหัศจรรย์ทับซ้อนอยู่บนโลกนี้

 

จนกระทั่งวันหนึ่งเด็กผู้หญิงน่ารักคนหนึ่งก้าวเข้ามา

 

ในโลกธรรมชาติของเขา เธอแอบมาปรุงแต่งธรรมชาติ

 

ของเขาให้กลายเป็นงานออกแบบที่กลมกลืน เธอเปลี่ยน

 

ดอกไม้ดอกหนึ่งให้กลายเป็นตุ๊กตานุ่งกระโปรงแสนสวย

 

ความสุขแบบนี้ดำรงอยู่แค่ช่วงหนึ่งของชีวิตเด็กผู้ชาย

 

เธอจากไปเมื่อเวลาเปิดเทอมมาถึงโดยที่เขาไม่รู้ชื่อเธอ

 

…ฉันมีความทรงจำในวัยเด็กคล้ายๆแบบนั้นเมื่อหกขวบ

 

ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการวิ่งเล่นในสวนกับหมา

 

คู่ใจตัวหนึ่ง มีความสุขกับแมลงตัวเล็กๆบนพื้นดิน

 

เกือกกลิ้งนอนบนกองใบไม้ใต้ต้นมะม่วง จนกระทั่ง

 

วันหนึ่งมีเด็กสาวสวยคนหนึ่ง มาพักบ้านใกล้ๆช่วงเวลา

 

ระยะสั้นๆ เธอเปลี่ยนโลกรอบตัวให้เบ่งบานงดงามขึ้น

 

เธอย้ายกลับไปตอนเปิดเทอมโดยที่ฉันไม่รู้ชื่อของเธอ

 

ทิ้งไว้เพียงความรักครั้งแรกในชีวิตของฉันเป็นความ

 

ทรงจำที่งดงามที่มีภาพของเธอเลือนรางไปตามเวลา

 

…ภาพชีวิตช่วงนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่ายี่สิบสี่เฟรมต่อวินาที

 

และได้ถูกถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นเป็นหนังเรื่องนี้